EP6. ข้อมูลใน blockchain ใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้หรือไม่?

อัพเดตเมื่อ: พ.ค. 3



ในยุคนี้แทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่ชื่อว่าเจ้า "Blockchain"


บล็อกเชน คือ เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยในการบันทึกและติดตามข้อมูลต่างๆ แบบสาธารณะหรือเปิดเผย โดยมีผู้ตรวจสอบข้อมูลนั้นๆ ได้หลายคน และข้อมูลต่างๆ บล็อกเชนจะเชื่อมโยงกันบนเครือข่ายเหมือนกับห่วงโซ่ (Chain) นี่แหละเหตุผล ที่ทำให้เราเรียกรูปแบบการเก็บและแชร์ข้อมูลแบบนี้ว่า... บล็อก บล็อก บล็อกเชน ข้อมูลที่ถูกบันทึกใน blockchain เหล่านี้ เราจะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ได้ เพราะทุกคนต่างก็มีสำเนาหรือประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก มากๆๆๆๆ ที่ใครจะมา แก้ไข ปลอมแปลงข้อมูลใน blockchain ได้ จึงทำให้ระบบการเก็บข้อมูลของเจ้า blockchain นี้ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงมาก

ในธุรกรรมการเงินของบ้านเรา blockchain เข้ามามีบทบาทในหลายๆอย่างเช่น ธนาคารในประเทศไทยหลายแห่งตอนนี้ก็โอนเงินข้ามประเทศกันด้วยระบบ blockchain เป็นการเพิ่มความสะดวกมากขึ้น จากเดิมการโอนเงินระหว่างประเทศใช้เวลาหลายวันขั้นตอนยุ่งยากมาก พอ blockchain เข้ามามีบทบาททำให้ลดระยะเวลาโอนเงินได้ภายในไม่กี่นาที เช่น

  • ธนาคารกรุงเทพ ร่วมมือกับเครือข่าย Marco Polo ใช้ blockchain ในการโอนเงินระหว่างประเทศ

  • ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับ Ripple ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายของ Ripple

  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็จับมือกับ MUFG Bank , Mitsubishi Corporation และ Standard Chartered Bank (Singapore) ทำเครือข่าย blockchain

ในการโอนเงินระหว่างประเทศกัน คาดว่าในอนาคตจะขยายไปอีกมากขึ้นเรื่อยๆ และธนาคารก็อาจจะใช้แรงงานจากพนักงานลดน้อยลง เนื่องจากมันมีความสะดวกและความปลอดภัยสูงมากๆ


แล้วเมื่อเจ้า blockchain มันมีประสิทธิภาพมีความปลอดภัยสูงมาก ประกอบกับได้เข้ามามีบทบาทมากขนาดนี้ หากในอนาคตเกิดกรณีฟ้องร้องเป็นคดีความขึ้นมากจากการทำธุรกรรมใดๆที่มีการเก็บข้อมูลโดยระบบ blockchain เราจะสามารถนำข้อมูลใน blockchain นั้นไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีความได้หรือไม่ ? (เอ้าาาา อ่านนน)

     ปัจจุบันในศาลไทยยังไม่ปรากฏคดีที่ดึงข้อมูลใน blockchain มารับฟังเพื่อเป็นพยานหลักฐานต่อสู้กันในชั้นศาลเลย จึงทำให้ยังไม่มีแนวคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานจากระบบ blockchain แต่ในอนาคตหากตีความ blockchain ว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เราอาจปรับเข้าหลักตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.. 2544 มาตรา 11 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
     “ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามหลักกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 
     ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใดนั้นให้พิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะหรือวิธีการเก็บรักษา ความครบถ้วน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความลักษณะ หรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง 
     ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย”

ดังนั้น ถ้าเราถือว่าข้อมูลใน blockchain เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ศาลจะต้องรับฟังข้อมูลนั้นเป็นพยานหลักฐาน แต่ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อถือข้อมูลนั้นๆ แต่ให้ศาลพิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะและวิธีการที่ใช้สร้าง การเก็บรักษาหรือการสื่อสาร ลักษณะหรือวิธีการที่ใช้ในการระบุตัวผู้ส่ง รวมทั้งพฤติการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งปวงในการที่จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้นด้วย จะขอนำตัวอย่างจากคำพิพากษาฎีกามาเทียบเคียงเพื่อให้เห็นภาพนะคะ


     คำพิพากษาฎีกาที่ 6757/2560 ตัดสินว่าข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางเฟสบุ๊คมีใจความว่า "เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืนให้แล้ว ยกให้ทั้งหมดไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว" 
     ดังนั้น ข้อความดังกล่าวที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางเฟสบุ๊คแม้จะไม่มีลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความของโจทก์ทางเฟสบุ๊คจะปรากฎรายชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ยอมรับว่าได้ส่งข้อความดังกล่าวทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 แล้ว
     
     เห็นไหม แค่ใช้ อารมณ์ผ่านนิ้วออกสื่อ 1 นาที เงินหายวับ 670,000 บาท ไม่อยากเกรียนแล้วเสียเงินอ่าน https://www.god-z.com/post/ep5-crypto_law05

แต่อย่างไรก็ตามในส่วนข้อมูลจากระบบ blockchain ยังไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลโดยตรง เราทำได้แต่เพียงรอดูทิศทางการปรับใช้กฎหมายในอนาคตต่อไป ด้วยความที่เทคโนโลยีมีการเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ความรัดกุมของกฎหมายไทยก็คงต้องมีการพัฒนาแก้ไขต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการบังคับอย่างใช้แน่นอน


"กรุณาทำความเข้าใจกฎหมาย ก่อนกฎมั่วครอบงำนะคะ"


#ทนายตัวร้ายกับกฎหมายCrypto


  • lineoa

Verified by

269-2693880_dbd-registered-dbd-registere

Payment Methods

Delivery Services

Partner

© 2019 By Godz. Proudly made in Thailand.   Smart Success  Associate Co,.Ltd 159 Moo8 ,Khe Lek ,Mae Taeng ,Chiang Mai 50150 , Tel.052010480